1

บทสัมภาษณ์ : ครูฝุ่น … ยอดยุทธ์อาวุธคู่ !!!

โดยทีมงาน : Fit4Fun

ชื่อ– นามสกุล : ดุสดี บัวเลิศ (ครูฝุ่น)
อายุ : 33 ปี
น้ำหนัก : 81 KG
ส่วนสูง : 172 cm

การศึกษา : ประถม – มัธยม วชิราวุธวิทยาลัย
ป.ตรี เอแบค บริหารธุรกิจ IBM
ป.โท เอแบค จิตวิทยาให้คำปรึกษา
อาชีพ : ครูสอนป้องกันตัว Unified Martial System (UMS)

Facebook : www.facebook.com/UMSThailand
Line : Foon_ums
Instagram : Foon_ums
Tel : 081-834-5470

++++++++

1

Fit4Fun : UMS คืออะไรครับ ?

ครูฝุ่น : UMS หรือ Unified Martial System คือสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวที่ผมสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงที่ผมได้พบเจอในชีวิต เป็นสถาบันที่เน้นเรื่องการใช้งานในสถานการณ์จริงโดยอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดเพื่อการเอาชีวิตรอด และ/หรือ ปกป้องคนที่คุณรัก

2

Fit4Fun : แนวคิดของ UMS คืออะไรครับ ?

ครูฝุ่น : แนวคิดสำคัญของ UMS ที่นักเรียนและแฟนเพจทุกคนจะได้รับการปลูกฝังมีอยู่หลักๆ 2 ประเด็นคือ 1.) ทุกคนมีอาวุธ และ 2.) คนร้ายไม่เคยปราณีใคร

3

Fit4Fun : ครูช่วยขยายความแนวคิดแรกว่า ทุกคนมีอาวุธ ให้หน่อยครับ ?

ครูฝุ่น : สำหรับแนวคิดนี้มี 2 มุมมองที่ต้องทำความเข้าใจ มุมมองแรกคือการที่เราต้องรู้ตัวตลอดเวลาว่าคนที่ประสงค์ร้ายกับเรามีอาวุธเสมอแม้เราจะมองไม่เห็นก็ตาม ดังนั้นทุกคนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท ใช้สติและความรอบคอบให้มากเข้าไว้เพื่อให้เราสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆได้

ส่วนอีกมุมมองหนึ่งคือเรื่องของความเข้าใจในตนเอง ธรรมชาติของสัตว์โลกทุกสายพันธุ์มีความสามารถในการปกป้องครอบครัวและเอาตัวรอดอยู่แล้ว นั่นคือที่มาของประโยคที่ว่า “ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอด” เพียงแต่เนื่องด้วยสังคมในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาไปในทิศทางที่มีความสงบและสามารถอยู่ร่วมกันได้มากขึ้นจึงทำให้สัญชาตญาณตรงนี้ทื่อลงไป ผมจะพูดกับนักเรียนเสมอว่าตัวเราคืออาวุธ และทุกสิ่งที่กฎหมายหรือคนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นอาวุธคืออุปกรณ์ทุ่นแรง มีดไม้ปืนทั้งหลายเป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเท่านั้นวางอยู่เฉยๆก็แค่เศษเหล็กเศษไม้ แต่คนที่หยิบจับมันมาใช้ต่างหากคือสิ่งที่จะทำให้เกิดความหมาย

4

Fit4Fun : ครูช่วยขยายความแนวคิดที่ 2 ว่า คนร้ายไม่เคยปราณีใครหน่อยนะครับ ? ^^

ครูฝุ่น : ตรงตัวเลยครับ คนร้ายไม่เคยปราณีใครและอย่าไปคาดหวังความเมตตาจากคนร้าย คนร้ายไม่ได้คิดแบบคนทั่วไป ไม่ได้ชั่งใจว่าถ้าโดนจับได้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้มาเกรงกลัวกฎหมาย จากการศึกษาและสอบถามเพิ่มเติมจากผู้ชำนาญการหลายๆท่านยืนยันคำพูดนี้ได้อย่างดี คนร้ายคิดเพียงแค่จะเอาสิ่งที่อยากได้ และหาวิธีให้ได้มันมา หนีให้ได้ อย่าให้โดนจับ ไม่สนใจว่าจะทำให้ใครเดือดร้อนทั้งสิ้น ดังนั้นเราเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแห่งตนและมีหน้าที่ปกป้องตนเองและคนที่เรารักให้ดีที่สุดด้วยพละกำลังทั้งหมด

5

Fit4Fun : UMS ผสมผสานศิลปะการต่อสู้ใดบ้างและมีศิลปะการต่อสู้ใดเป็นหลักบ้างครับ ?

ครูฝุ่น : แกนหลักของ UMS เป็นศาสตร์การต่อสู้ของฟิลิปปินส์ หรือ Filipino Martial Art (FMA, Eskrima, Arnis, Kali แล้วแต่จะเรียก) โดยมีสาเหตุมาจากแนวคิดพื้นฐานว่าทุกคนมีอาวุธ FMA เป็นวิชาที่ผู้ฝึกทุกคนจะเริ่มฝึกจากอาวุธทันทีเพื่อให้เข้าใจว่าแนวทางของอาวุธเป็นอย่างไรและใช้แนวทางของอาวุธในการสร้างความสามารถในการต่อสู้มือเปล่าไปในตัว ผู้ฝึกจะเข้าใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าคุณสมบัติและคุณลักษณะ 5 ประการของอาวุธคืออะไร และสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งการป้องกันและการโจมตี ส่วนวิชาอื่นๆที่นำเข้ามาผสมผสานก็ประกอบไปด้วยมวยไชยา ดาบเจ้าราม ไอกิโด เคมโป้ หย่งชุน และบ็อกซิ่ง ซึ่งไม่ได้นำเอามาใช้ทั้งหมดแต่เป็นการนำเอาแนวคิด,ปรัชญา,และวิถีบางอย่างมาใช้เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ผ่านแกนของ FMA

6

Fit4Fun : UMS เน้นหลักในส่วนใดมากกว่ากันระหว่าง “ศิลปะการต่อสู้” กับ “การป้องกันตัว” ครับ ?

ครูฝุ่น : ทาง UMS เน้นหลักไปที่เรื่องของการป้องกันตัวมากกว่าเรื่องของศิลปะ จะเห็นได้จากบทเรียนการสอนและระบบการฝึกแบบ Modular System ว่าเราไม่เน้นความสวยงามแต่เน้นเรื่องของกำลัง,ความแม่นยำ,และความคล่องตัวในการโจมตีอย่างมาก สามารถสรุปได้ง่ายๆว่า “พบสถานการณ์ต้องเลี่ยง เลี่ยงไม่ได้จึงสู้ สู้เพื่อหาทางหนี ไม่ใช่บันดาลโทสะ” ผมไม่สนใจว่าคุณจะเคยเรียนอะไรมา เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่ที่ คุณสามารถเอาสิ่งที่เรียนมามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

7

Fit4Fun : ครูฝุ่นมาเริ่มสนใจศิลปะป้องกันตัวตอนไหนครับ และ มีอะไรเป็นแรงผลักดันมาจนถึงตรงนี้ครับ ?

ครูฝุ่น : ผมเริ่มสนใจมาตั้งแต่เด็กเพราะตอนเด็กๆได้มีโอกาสไปอยู่ที่ญี่ปุ่นมา 2 ปี ก็เลยมีโอกาสได้ศึกษาโอกินาว่าคาราเต้สาย Ueshi Ryu และไอกิโดสาย Yoshinkan แต่พอ กลับมาเมืองไทยก็ไม่ได้ต่อยอดอะไร จนกระทั่งเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วช่วงก่อนการชุมนุมทางการเมือง ผมเกือบจะมีเรื่องกับมอเตอร์ไซด์ที่บันดาลโทสะขับตามผมเข้ามาในคอนโด มากล่าวหาว่าผมไปปาดหน้าเค้า ขอโทษแล้วก็ยังไม่เลิก ส่วนตัวผมมีมีดพับอยู่ในมือและมีปืนอยู่ในรถเพราะเพิ่งกลับจากสนามยิงปืนมา แต่ไม่กล้าใช้เพราะผมไม่รู้ว่าเมื่อใช้แล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จุดนี้คือจุดตัดที่ทำให้ผมเดินหน้ากลับเข้าสู้เส้นทางของผู้ฝึกยุทธอีกครั้ง เพื่อเราจะได้มีความสามารถและจิตใจที่พร้อมพอที่จะควบคุมสถานการณ์เหล่านี้ให้ได้ ไม่ใช่แล้วแต่บุญแต่กรรมครับ

8

Fit4Fun : ครูฝุ่นใช้วิธีไหนในการลด “ความมั่นใจที่มากเกินไป ” ของนักเรียน ใช้วิธีไหนในการสอดแทรกแนวคิดหรือ Mind Set ที่ทาง UMS ตั้งใจไว้เกี่ยวกับการศึกษาศิลปะป้องกันตัวครับ ?

ครูฝุ่น : ต้องอธิบายแบบนี้ครับว่า ในโลกนี้ไม่มี “นักเรียนที่ไม่ดี” มีแต่ “ครูที่ไม่ดี” ดังนั้นทุกอย่างอยู่ที่คนเป็นครูว่าจะอบรมใช้ไม้หนักไม้เบากับนักเรียนอย่างไร เพื่อให้เค้าพัฒนาไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ในกรณีของผม ผมเน้นว่าตัวผมเองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้นักเรียนก่อนเป็นอันดับแรก พูดคุยและทำความเข้าใจ นักเรียนที่นี่ทุกคนสามารถทดสอบเรื่องต่างๆได้ด้วยตัวเอง และสามารถตั้งคำถามในทุกๆสิ่งที่ผมสอนได้ ซึ่งผมก็ไม่รังเกียจที่จะตอบคำถามเหล่านั้นเพราะความเข้าใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนภายใต้ระบบของ UMS ไม่ว่าจะเป็นการจำลองสถานการณ์หรือการประลอง เมื่อทำดีผมก็ชื่นชม เมื่อผิดพลาดผมก็จะตอบโต้ให้เห็นชัดๆเลยว่าสิ่งที่ผิดพลาดทำให้เกิดผลอะไรได้บ้าง ส่วนที่สำคัญมากๆในระบบ UMS คือการสอบวัดระดับ ซึ่งถ้านักเรียนตกก็คือปรับตกจริงๆไม่ได้เลื่อนระดับ ไม่มีการโอ๋ไม่มีการผ่อนปรน ตรงนี้จะเป็นตัววัดที่ดีมากว่านักเรียนมีความตั้งใจและความเข้าใจต่อสิ่งที่ตัวเองทำมากแค่ไหน ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าได้ผลอยู่เพราะยังไม่เคยต้องใช้ไม้แข็งกับใคร

9

Fit4Fun : ครูฝุ่นผ่านเหตุการต่อสู้เสียงตายกับคนร้ายจริงๆมาเยอะไหมครับ ?

ครูฝุ่น : ก็ผ่านมาพอสมควรครับทั้งหนักและเบา 3 เหตุการณ์หลักที่ผมจำได้ขึ้นใจมากๆก็จะมี 1.) ตอนที่ได้รถเมล์ปาดหน้า แล้วผมไปปาดหน้าเค้ากลับแล้วลงจากรถไปกระชากคนขับลงมากระทืบ 2.) ตอนที่โดนมอเตอร์ไซขับตามเข้ามาในคอนโดแล้วผมมีอาวุธแต่ไม่กล้าใช้ และ 3.) ตอนช่วงชุมนุมทางการเมืองที่อนุสาวรีย์ซึ่งผมดันพลาดใส่เสื้อสีแดงกำลังเดินทางไปซ้อมที่ยิมและมีการ์ดของผู้ชุมนุมเข้ามาหาเรื่อง เป็น 3 เหตุการณ์ที่เตือนให้ผมรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเองในสถานการณ์ต่างๆอย่างมาก และจะเป็น 3 บทเรียนที่ผมไม่มีวันลืม

10

Fit4Fun : การซ้อมต่อสู้ในยิมซึ่งไม่ใช่ภาวะเสี่ยงตายจริงๆจะช่วยเตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์จริงได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?

ครูฝุ่น : การซ้อมต่อสู้ในยิมซึ่งไม่ใช่สภาวะเสี่ยงตายมีส่วนช่วยเตรียมตัวได้ดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่อารมณ์ใส่ความรุนแรงในการกระทำเข้าไปแค่ไหนครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว Dummy หรือคนที่จะเล่นเป็นผู้ร้ายจะต้องใส่เครื่องป้องกันแบบ Full Gear เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ และเพื่อให้คนที่จะถูกทำร้ายได้มีโอกาสออกอาวุธอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่ง การประลองก็มีส่วนสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้นักเรียนได้เข้าใจจังหวะของการต่อสู้ การเข้าการออกและการขยับตัวเพื่อหาเส้นทางหนี ฟุตเวิร์คสำคัญมากและเป็นสิ่งที่ต้องฝึกจนเป็นนิสัย

11

Fit4Fun : ครูฝุ่นมีวิธีจำลองเหตุการณ์เสี่ยงตายเหล่านั้นในการฝึกอย่างไรครับ ?

ครูฝุ่น : รูปแบบการจำลองสถานการณ์ของที่นี่จะเริ่มตั้งแต่การสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวและมักจะมาในช่วงที่ไม่มีนักเรียนคนไหนตั้งตัว อยู่ดีๆนึกจะถามก็ถาม เช่น วันนี้ผมพกอะไรมาบ้าง ระหว่างทางเห็นสัญลักษณ์ที่ผมไปเขียนไว้มั้ย จากจุดที่นักเรียนยืนอยู่ถึงตัวผมเป็นระยะกี่ก้าว เห็นกลุ่มคนที่อยู่ตรงนั้นมั้ย มีกี่คน ใส่ชุดยังไงบ้าง อะไรทำนองนี้ สิ่งเหล่านี้เราเรียกรวมกันว่า Situational Awareness ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อการสร้างกรอบการระวังป้องกันครับ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นรูปแบบการโจมตีหลักๆที่ผู้ร้ายมักจะทำโดยทั่วไป โดยผมจะเน้นหลักการคิดในสถานการณ์และตำแหน่งที่นักเรียนอยู่มากกว่าเทคนิค แล้วให้นักเรียนค่อยๆแก้ไปทีละขั้นตอนครับ

12

Fit4Fun : แก่นแท้ ของ การส่งแรง ที่ทุกวิชาทุกศิลปะการต่อสู้มีร่วมกันคืออะไรครับ ?

ครูฝุ่น : แก่นแท้ของการส่งแรง คือการผ่อนคลายและเคลื่อน Center Mass ของร่ายกายไปเป็นชิ้นเดียวกันครับ อันนี้ไม่สามารถตอบได้มากกว่านี้เพราะยิ่งอ่านจะยิ่งงง มาลองเองจะเข้าใจง่ายที่สุดครับ เชื่อผมมั้ยว่าเมื่อได้ปฏิบัติแล้ว ผู้หญิง จะเข้าใจแก่นนี้ได้ดีกว่าผู้ชาย…???

13

Fit4Fun : โลโก้ UMS นี่มีความหมายไหมครับ ?

ครูฝุ่น : มีครับ…สัญลักษณ์ Hexagon of UMS มีความหมายถึงเส้นทางฟุตเวิร์คและปรัชญาการตั้งรับเต็ม 360 องศา เส้นสีขาวทั้งหมดคือแนวเคลื่อนตัวที่นักเรียนจะต้องฝึกเพื่อให้เข้าใจเส้นทางต่อสู้และหลบหนี เส้นกลางสีแดงบ่งบอกถึงเส้น Centerline ที่ชอบใช้กันในการประลองแต่ไม่เหมาะกับการป้องกันตัว และกรอบล้อมรอบรูปทรงหกเหลี่ยมคือ Vector หรือมุมการมองที่นักเรียนต้องครอบคลุมให้ได้ในสถานการณ์การป้องกันตัวซึ่งมีทั้งหมด 6 Vector ครับ

14

Fit4Fun : มีดที่ครูฝุ่นแนะนำสำหรับ EDC/Self defence คือมีดแบบไหนครับ ?

ครูฝุ่น : สำหรับเรื่องนี้อยากให้แยกมีด EDC หรือ Everyday Carry ออกจากมีดเพื่อการป้องกันตัวนะครับ ส่วนตัวแล้วมีด EDC เป็นอะไรก็ได้ที่สามารถตัดได้ดีใช้งานตามรูปแบบคือตัดงัดแงะเจาะ ใครชอบทรงไหนก็เอาตามนั้น แต่มีดสำหรับป้องกันตัวผมจะมีกฎเหล็กอยู่ประมาณ 4 ข้อ ซึ่งผมปฏิบัติอยู่ตลอดไม่เคยขาด 1.) ต้องคมและพร้อมใช้ตลอดเวลา เป็นสาเหตุที่ผมไม่เอามีดป้องกันตัวไปใช้ปนกับ EDC 2.) ระบบล็อคใบมีดต้องไว้ใจได้ในทุกสถานกาณ์และสามารถรับแรงกระแทกได้สูง 3.) ต้องพกอยู่ในตำแหน่งที่เราคุ้นเคยที่สุดเสมอ นั่นหมายความว่าตัวมีดต้องสามารถปรับตำแหน่งการพกให้ได้อย่างที่เราต้องการ ไม่ใช่เราปรับตัวเข้าหา และ 4.) ต้องสามารถเปิดใบได้รวดเร็ว ซึ่งตรงนี้ผมมองว่า Emerson Wave เป็นระบบการเปิดใบที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันตัว ณ ขณะนี้ครับ

15

Fit4Fun : เราจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้หรือเปล่า ไม่มีพื้นฐานเลยเรียนได้มั้ย ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเป็นครับ ?

ครูฝุ่น : ไม่มีพื้นฐานก็ฝึกได้ครับ เพราะที่ UMS เราเริ่มกันตั้งแต่การปูพื้นฐานครับ ส่วนจะใช้งานได้แค่ไหนและใช้เวลาแค่ไหนในการฝึก ก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ,ความขยัน,และความพร้อมทางร่างกายและจิตใจของตัวนักเรียนเองทั้งสิ้น ยังไงก็ต้องไม่ลืมครับว่า การป้องกันตัว มันก็คือการทำร้ายคนที่เค้ามาทำร้ายเรา ต่อให้มีเทคนิคที่ดีเลิศแค่ไหนใจเราต้องพร้อมที่จะใช้งานมันด้วย ไม่เช่นนั้นก็เลือกที่จะถอยดีกว่า แต่ถ้าเลือกที่จะสู้ก็ต้องสู้ด้วยหัวใจและร่ายกายที่เกิน 100% เพื่อให้เราและคนที่เรารักรอด ของแบบนี้ไม่มีคำว่าง่ายและไม่เคยมีใครหรือเทคนิคไหนที่จะการันตีว่าเราจะไม่บาดเจ็บเลย 100% ไม่มีครับ มีแต่จะทำยังไงให้รอด,บาดเจ็บน้อยที่สุด,และหยุดยั้งผู้ร้ายได้มีประสิทธิภาพที่สุดในสถานการณ์ที่เราต้องสู้ครับ

16

Fit4Fun : มีข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุและสุขภาพในการฝึกมั้ยครับ ?

ครูฝุ่น : ไม่มีครับ แต่ถ้ามีข้อจำกัดเฉพาะใดๆเช่นอาการโรคหอบหืด ความดัน โรคหัวใจ หรืออะไรทำนองนี้ก็ขอให้แจ้งกันล่วงหน้าก่อนเพื่อจะได้ปรับระดับความเข้มข้นให้เหมาะสมครับ

17

Fit4Fun : แนวทางของ UMS จะเป็นยังไงต่อไปครับ ?

ครูฝุ่น : จากนี้ไปแนวทางของ UMS ก็จะชัดเจนขึ้นทั้งในเรื่องของระบบการสอน สิ่งที่นักเรียนต้องทำให้ได้จากการมาเรียน เรื่องของการบ้านและการฝึกฝนทบทวน รวมทั้งเรื่อง Content Management ที่จะมีการโพสต์ขึ้นตลอดในเพจwww.facebook.com/UMSThailand ครับ ซึ่งจะเน้นย้ำถึงเรื่องความสำคัญของการป้องกันตัวและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันตัวเป็นเรื่องหลัก เพื่อให้ผู้ที่ติดตามมีความเข้าใจเรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย สิ่งที่สำคัญที่ผมต้องการทำให้ชัดในปี 2016 และต่อๆไป คือการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างคำว่า “ป้องกันตัว” กับ “การบันดาลโทสะ” เพราะทั้ง 2 อย่างนี้อาจดูคล้ายกันแต่มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง “แทงแม่งเลย” “ยิงแม่ง” “ยำตีนเอาให้สำนึก” นั่นคือการบันดาลโทสะ อย่ามาอ้างคำว่าป้องกันตัวให้คนที่เค้าฝึกฝนตนเองเพื่อการป้องกันตัวจริงๆเสื่อมเสีย กฎหมายที่เรามีแม้จะไม่เพอร์เฟคไม่สมบูรณ์แต่ก็มีไว้เพื่อแบ่งแยก “การป้องกันตัว” ออกจาก “การฆ่าโดยมีกฎหมายรับรอง” เรามีหน้าที่ทำความเข้าใจกฎหมายเหล่านี้เพื่อให้รู้ว่ากรอบปฏิบัติที่เราสามารถทำได้เป็นอย่างไรครับบทเรียนจะมีความเข้มข้นมากขึ้นและฝึกฝนการเข้ากระทำมากขึ้นเรื่อยๆ การวัดผลก็จะมีความเฉียบคมมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถทำได้เมื่อสถานการณ์มาถึง รวมถึงการ Random สร้างสถานการณ์ต่างๆในเวลาที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้ด้วยเช่นกันซึ่งก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

18

Fit4Fun : ครูอยากจะฝากอะไรไว้เป็นข้อคิดให้กับผู้อ่านบ้างตอบครับ ?

ครูฝุ่น : ครับ…จำไว้ว่าสถานการณ์ป้องกันตัวไม่ได้เริ่มต้นตอนที่คนร้ายเข้ามากระทำความรุนแรงใส่เราครับ มันเริ่มมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ดังนั้น ควรฝึกสังเกตการณ์รอบตัวเรา ไม่ใช่เอาแต่ก้มหน้าเล่นมือถือ ตั้งสันนิษฐานเอาไว้เสมอว่าทุกคนมีอาวุธเพื่อให้เราตื่นตัวตลอดเวลาและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใดๆที่จะเกิดขึ้น เมื่อพบเจอสถานการณ์ หากเลี่ยงได้ต้องเลี่ยง เมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงจะสู้ สู้เพื่อหาทางหนี ไม่ใช่เพื่อบันดาลโทสะ หลักสำคัญคือการเอาชีวิตรอด ไม่ใช่การเป็นพระเอก ไม่ใช่การเอาคืน ไม่ใช่เพื่อการอวดสาวหรือใดๆทั้งสิ้นครับ

19

Fit4Fun : ขอขอบคุณครู Foon มากนะครับที่สละเวลามาให้ทางทีมงานสัมภาษณ์ครับ

ครูฝุ่น : ด้วยความยินดีครับ (ยิ้มอย่างเป็นกันเอง)

+++++++++

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *